%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%811-%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87

ตามประวัติความเป็นมาของกู่ช้าง กล่าวกันว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่บรรจุซากของพระยาช้าง “ผู้กล่ำงาเขียว” ซึ่งเป็นช้างทรง คู่พระบารมีของพระเจ้ามหันตยศและพระเจ้าอนันตยศ พระราชโอรสแฝด ของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตริย์องค์แรกของนครหริภุญไชย ตามประวัติกล่าวว่า เป็นช้างที่มีฤทธิเดชมาก กล่าวกันว่า เมื่อช้างเชือกนี้หันไปทางศัตรู จะทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลงทันที เมื่อช้างเชือกนี้ลมลงจึงมีการสร้างสถูปขึ้นเพื่อบรรจุซากของช้าง โดยให้ซากของช้างหันหน้าขึ้นไปบนอากาศ ส่วนงาทั้งคู่ของช้างเชือกนี้ ถูกนำไปบรรจุไว้ในสถูปที่เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระนางจามเทวีที่วัดจามเทวี คือ เจดีย์สุวรรณจังโกฎ

แต่ตามตำนานเล่าขานกันมาแต่โบราณกล่าวว่า เมื่อช้าง”ผู้กล่ำงาเขียว” ได้ล้มลง ครั้นจะนำซากช้างไปฝัง ถ้าหันหัวช้างและงาช้างไปทางทิศใดก็จะบังเกิดแต่ความแห้งแล้งและความหายนะ

นั่นเป็นเพราะความมีฤทธิ์เดชของช้าง “ผู้กล่ำงาเขียว” จึงได้ฝังซากช้างโดยหันหัวช้างและงาช้างชี้ขึ้นทางด้านบน ดังนั้นตามตำนานเล่าขานนี้ จึงบ่งบอกว่างาช้างทั้งคู่ไม่ได้อยู่ที่ สุวรรณจังโกฏ แต่ยังติดอยู่ที่ซากของช้าง ใน กู่ช้าง นั่นเอง…

กู่ช้างเป็นปูชนียสถานที่ประชาชนชาวลำพูนให้ความเคารพสักการะและเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์เป็นอันมากถึงกับมีการสร้างศาลเจ้าพ่อกู่ช้างขึ้นใกล้กับองค์สถูป ต่อมาทางกรมศิลปกรได้มาบูรณะให้มีสภาพที่สมบูรณ์และได้ย้ายศาลเจ้าพ่อกู่ช้างออกไปห่างจากสถูปพอสมควร
นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงยังมีสภูปอีกหนึ่งองค์ ชื่อว่า กู่ม้า เป็นสถูป ที่บริเวณองค์ของสถูปนั้นมีลักษณะเป็นทรงกระบอก ปลายมน เหนือองค์สถูปมีแท่นคล้ายบัลลังก์ของเจดีย์ทั่ว ๆ ไป